นิโรธคือความดับทุกข์

ฉะนั้นที่รัชกาลที่ 9 ท่านสอนเรื่องพอเพียง คนที่เขามีที่ดินมีอะไร แล้วเขาทำ เขาอยู่ได้ แต่คนในเมืองพอเพียง คงต้องพอเพียงอีกแบบหนึ่ง รู้จักประหยัดหน่อย มักน้อยสันโดษหน่อย อดทน มองลู่ทางที่จะทำมาหากิน ที่จะเอาชีวิตรอด เวลาเกิดวิกฤติแต่ละครั้ง คนเราก็ปรับตัวได้ หลายคนเมื่อก่อนจะมีโควิด ก็ทำมาหากินปกติ ช่วงโควิดไม่รู้จะทำอะไร ไปขี่รถมอเตอร์ไซค์ส่งของ จนสถานการณ์เรียบร้อยแล้วก็ไม่เลิก ติดใจ ที่จริงมนุษย์เรามีความสามารถในการปรับตัว ฉะนั้นอย่าหวั่นไหวมาก ค่อยๆ คิด ค่อยๆ หาลู่ทางไป อย่างไรก็อยู่ได้ เขาผ่านสงครามโลกมาตั้ง 2 รอบแล้ว มนุษย์ยังไม่เห็นสูญพันธ์เลย

ช่วงนี้ดูแลพระอรหันต์ในบ้านเราให้ดี บางคนบอกต้องประหยัด ไปประหยัดที่พ่อที่แม่เรา ส่วนลูกเราปรนเปรอเต็มที่ ไม่ดีหรอก มีหูมีตาเราจะรู้ เราทุกคนมีโอกาสทำบุญกับพระอรหันต์อยู่แล้ว ถ้าพ่อแม่เรายังอยู่ ถ้าไม่อยู่ เราก็เป็นลูกที่ดี เป็นลูกมีกตัญญูกตเวที ไม่อยู่แล้วก็ยังระลึกถึงคำสอน ระลึกถึงคุณงามความดี มีโอกาสก็ทำบุญให้ คนยุคนี้พอชีวิตลำบาก หลายคนเลยทิ้งพ่อทิ้งแม่ บางที ลำบาก ทำใจร่มๆ ทำใจเย็นๆ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป พออันนี้ผ่านไป แล้วอันใหม่มันก็มา โลกมันเป็นอย่างนั้นล่ะ

ฉะนั้นทางโลกหลวงพ่อให้คำแนะนำพวกเราได้แค่นี้ เราจะไปทำมาหากินอะไร ต้องคิดเอาเอง หลวงพ่อหากินอย่างโลกๆ ไม่เป็นแล้ว แล้วก็หัดมองระยะยาวด้วย ต่อไปหลายๆ คนจะถูก AI แย่งงาน เตรียมตัวไว้ จะมีลู่ทางอะไรที่จะทำมาหากินต่อไปได้ ไม่ใช่เหมือนคนโบราณ รุ่นปู่เคยทำโรงสี รุ่นพ่อทำโรงสี ลูกทำโรงสี พอถึงหลานทำไม่ได้แล้ว เปลี่ยนหมด เทคโนโลยีเปลี่ยน วิธีการผลิตเปลี่ยน การทำมาหากินมันก็เปลี่ยน มองที่จะอยู่รอดในปัจจุบัน วางแผนชีวิตสำหรับอนาคต ต้องทำ ไม่ใช่แล้วแต่บุญแต่กรรม

ชาวพุทธไม่ใช่คนที่ยอมจำนนกับกรรมเก่า

เราต้องทำกรรมใหม่ ต้องใช้สติใช้ปัญญา รู้ว่าควรจะทำอะไร กรรมคือการกระทำ อันนี้ทางวัตถุ ทาง Physical ทางจิตใจของเรา ชีวิตเราตอนนี้ปัญหามาก คนที่ไม่ได้ฝึก พอมีปัญหาก็มีทุกข์ พระพุทธเจ้าก็สอนทางดับทุกข์เอาไว้ นิโรธคือความดับทุกข์ นิโรธมี 5 อย่าง ดับทุกข์เพราะสมถะ ดับทุกข์เพราะวิปัสสนา ดับทุกข์เพราะอริยมรรค ดับทุกข์เพราะอริยผล ดับทุกข์เพราะนิพพาน ด้วยนิพพาน มี 5 อย่าง

เราเป็นปุถุชน เราทำได้ 2 อย่าง ได้สมถะกับวิปัสสนา

ฉะนั้นฝึก 2 อย่างนี้เอาไว้ แล้วเราจะฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตเรา โดยไม่บ้าตายเสียก่อน ศาสตร์ของพระพุทธเจ้า เป็นศาสตร์ที่จะให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ทุกข์ หรือทุกข์น้อยๆ ปัญหาส่วนปัญหา มีอกุศลวิบากให้ผลมา ชีวิตเราก็เจอปัญหาหนัก มีกุศลวิบากมา เราก็สบายหน่อย ช่วงนี้ชาวโลกเราก็มีอกุศลพร้อมๆ กัน ที่มาเกิดยุคเดียวกัน ก็คงทำกรรมมาร่วมกัน ทำกรรมมาคล้ายๆ กัน พวกหนึ่งก็มาแก้แค้นกัน มาฆ่ากันใหม่ ไม่จบไม่สิ้น พวกเราก็มีกรรมจะต้องมาอยู่ในยุคที่โลกนี้ไม่สงบ

ทำอย่างไรเราจะเอาตัวรอด ในทางโลกไปคิดเอา
หลวงพ่อแนะนำไม่ได้ ไม่มีความรู้แล้ว แต่ในทางธรรม บอกพวกเราได้ เวลาที่เราเครียดจัดๆ มันจะคิดวน กังวลเรื่องอะไร มันก็จะคิดซ้ำๆๆ อยู่เรื่องนั้น แล้วทำร้ายจิตใจตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก จิตที่มันไม่ได้ฝึก เวลาเกิดปัญหา มันจะทำร้ายตัวเองด้วยการคิดซ้ำ คิดวนไปวนมา คิดไปด้วยแรงขับของกิเลสตัณหาทั้งหลาย สังเกตดู ความทุกข์ทั้งหลายในใจเรา มันตามหลังความคิดมา สังเกตให้ดี มันตามหลังความคิดมา ถ้าเราปล่อยจิตปล่อยใจ คิดไปแบบคนไม่มีการศึกษาธรรมะ มันก็ทุกข์ไปเรื่อยๆ

ถ้าเราเคยหัดทำสมถกรรมฐาน มันคือการเบรกตัวเองเป็นช่วงๆ ปัญหาก็ยังอยู่ แต่เบรกใจให้มันได้พักบ้าง ถ้าใจมันได้พักผ่อน ใจมันก็จะเกิดสติ เกิดปัญญา สามารถคิดวิธีที่จะอยู่กับโลกได้ดีขึ้น ฉะนั้นการทำสมถกรรมฐาน หรือการฝึกสมาธิ มีประโยชน์มาก มีประโยชน์เยอะแยะเลย ถ้าเล่นสมาธิเป็น เราจะรู้มันใช้งานได้มากมาย ตื้นๆ เลยก็คือเวลาใจเรามันคิดวน คิดซ้ำในเรื่องที่ทำให้กลุ้มใจ แทนที่จะปล่อยให้มันคิดสะเปะสะปะไป เราก็มาเลือกอารมณ์กรรมฐานให้จิตมันอยู่ แทนที่จะไปคิดถึงว่า พรุ่งนี้จะเอาอะไรกิน ถ้ายังคิดไม่ออก

ถ้าคิดออกก็คิดไป ถ้าคิดไม่ออกกลุ้มเฉยๆ ไม่มีประโยชน์ที่จะคิด เราก็เบรกตัวเอง เรามาคิดถึงพระพุทธเจ้า คิดถึงพระธรรม คิดถึงพระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ แต่ก่อนที่ท่านจะพ้นทุกข์ ท่านก็เป็นคนแบบพวกเรา ล้มลุกคลุกคลาน ตกนรกก็มี พระโพธิสัตว์สิทธัตถะ ท่านก็เคยตกนรกมาแล้ว ท่านบอกว่าในสังสารวัฏ ที่ท่านเวียนว่ายตายเกิดอยู่นี้ ท่านไม่เคยไปเกิดในสุทธาวาส 5 ชั้น ไม่เคยไปเป็นพระพรหมสุทธาวาส 5 ชั้น สุทธาวาสเป็นพรหมของพระอนาคามี ถ้าพระอนาคามีตายไป ไปเกิดเป็นพรหมสุทธาวาส อย่างไรก็จะปรินิพพานอยู่ในพรหมนั้น ไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว